วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สับปะรดกวนหยี

สับปะรดกวนหยี

เpinapple_yee.jpgครื่องปรุง
สับปะรดสับฝอยละเอียด 2 ถ้วยตวง
น้ำเย็น 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

ส่วนสำหรับคลุก

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา
พริกขี้หนูแดง 4-5 เม็ด


วิธีทำ
1. ใส่สับปะรดและน้ำลงในหม้อเคลือบ ตั้งไฟประมาณ 10 นาที ใช้ไฟกลาง
2. ใส่น้ำตาล เกลือ คนตลอดเวลา พอน้ำงวดลดไฟลง ใช้ไฟอ่อนกวนจนส่วนผสมข้นเข้ากันดีเป็นเส้น
3. แกนสับปะรดเกลาเป็นแท่งกลมเล็ก นำไปเชื่อมให้สุก ตักขึ้นหั่นเป็นอันเล็กๆ สำหรับทำเป็นก้านสับปะรด
4. นำสับปะรดที่กวนได้ที่แล้วมาปั้นลงบนแกนที่เตรียมไว้ ทำเป็นลูกเล็กๆ ให้สวยงาม
5. โขลกพริกขี้หนูกับเกลือให้ละเอียด ใส่น้ำตาลลงโขลกพอเข้ากัน นำสับปะรดที่ปั้นไว้มาคลุกกับส่วนผสมที่โขลกไว้ จะได้สับปะรดกวนที่มีรสชาติอร่อย และรูปร่างน่ารับประทาน
ที่มา http://www.horapa.com

ขนมดอกลำดวน

ขนมดอกลำดวน



ส่วนประกอบ

- แป้งสาลีร่อนแล้วตวง 1 ถ้วย
- น้ำตาลป่นหรือน้ำตาลไอซิ่ง 1/ 2 ถ้วย
- น้ำมันหมูเจียวใหม่ ๆ 1/ 4 ถ้วย (ใช้น้ำมันพืชแทนได้)

วิธีทำ
1. ผสมแป้งสาลี น้ำตาล เข้าด้วยกัน ค่อย ๆ ใส่น้ำมันลงไปทีละน้อย ๆ ผสมให้เข้ากันดี จากนั้นปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3/ 4 นิ้ว แล้วผ่าเป็น 4 ส่วน ทำจนหมด
2. นำแป้ง 3 ชิ้นวางให้ปลายชนกัน วางใสถาดอบที่ไม่ทาไขมัน ที่เหลืออีก 1 ชิ้น ให้ปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ วางตรงกลางดอกเป็นเกสร ใช้ปลายมีดทำเป็นแฉกเล็ก ๆ
3. นำเข้าอบไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ จนสุกเป็นสีขาวนวล นำออกจากเตาอบ ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วแซะออกจากถาดวางบนตะแกรง ปล่อยให้เย็นสนิท แล้วนำไปอบด้วยควันเทียนให้หอม เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท


เทคนิค ในการทำขนมดอกลำดวนหรือขนมกลีบลำดวนนั้น เริ่มกันตั้งแต่การผสมแป้งเลย ถ้าอยากจะให้ขนมมีความหอมอร่อย ควรจะใช้น้ำมันหมูเจียวใหม่ ๆ มากกว่าใช้น้ำมันพืช และเวลาผสมแป้งสาลี น้ำตาล และน้ำมันนั้น ควรผสมพอแต่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน ไม่ต้องนวด เพราะถ้านวดแป้งแล้วขนมจะแข็ง ไม่กรอบร่วน เมื่อผสมแป้งเสร็จแล้ว เวลาปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลม ก็ต้องปั้นให้แน่น ถ้าปั้นไม่แน่นเวลาผ่าแล้วจะไม่สวย นอกจากนี้เมื่ออบขนมเสร็จแล้ว จะแซะขนมออกจากถาด ควรจะทำเมื่อขนมเย็นแล้ว เพราะถ้าแซะขนมในขณะที่ขนมยังร้อน ๆ อยู่ กลีบขนมจะแตกออกจากกัน ขนมดอกลำดวนที่ได้ ควรจะมีสีออกขาวนวล ๆ ไม่ใช่สีเหลือง หรือสีน้ำตาล

ที่มาhttp://www.horapa.com/content.php?Category=Dessert&No=967

โรคบิด


โรคบิด ที่สำคัญมีอยู่ 2 ชนิด คือ อมีบิค หรือ บิดมีตัว เกิดจากเชื้ออมีบา และเชื้อแบซิลลารีหรือ บิดไม่มีตัว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

อาการ

อาการโดยทั่วไปของบิด ได้แก่ อุจารระร่วง ต่อมาจะมีอาการบิด คือปวดท้อง ปวดถ่วง ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด และอาจมีอาการช็อกร่วมด้วย

การป้องกัน

1. ล้างมือให้สะอาด ก่อนจับต้องหรือรับประทานอาหาร

2. ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม น้ำประปา น้ำผสมผงปูนคลอรีน

3. รับประทานอาหารที่สะอาด สุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ควรงดเว้นอาหารที่ปรุงสุกๆดิบๆและอาหารของหมักดอง

4. ล้างผักสด ผลไม้ให้สะอาด และแช่ในน้ำที่ผสมผงปูนคลอรีน อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทาน

5. ล้างภาชนะถ้วยชามด้วยน้ำสะอาด หรือลวกภาชนะด้วยน้ำเดือดก่อนใช้

6. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

7. พยายามกำจัดแมลงวันและแหล่งเพาะพันธุ์

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no46-48/wer10.htm

โรคบิด


โรคบิด ที่สำคัญมีอยู่ 2 ชนิด คือ อมีบิค หรือ บิดมีตัว เกิดจากเชื้ออมีบา และเชื้อแบซิลลารีหรือ บิดไม่มีตัว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

อาการ

อาการโดยทั่วไปของบิด ได้แก่ อุจารระร่วง ต่อมาจะมีอาการบิด คือปวดท้อง ปวดถ่วง ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด และอาจมีอาการช็อกร่วมด้วย

การป้องกัน

1. ล้างมือให้สะอาด ก่อนจับต้องหรือรับประทานอาหาร

2. ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม น้ำประปา น้ำผสมผงปูนคลอรีน

3. รับประทานอาหารที่สะอาด สุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ควรงดเว้นอาหารที่ปรุงสุกๆดิบๆและอาหารของหมักดอง

4. ล้างผักสด ผลไม้ให้สะอาด และแช่ในน้ำที่ผสมผงปูนคลอรีน อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทาน

5. ล้างภาชนะถ้วยชามด้วยน้ำสะอาด หรือลวกภาชนะด้วยน้ำเดือดก่อนใช้

6. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

7. พยายามกำจัดแมลงวันและแหล่งเพาะพันธุ์

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no46-48/wer10.htm

โรคบาดทะยัก

โรคบาดทะยัก

สาเหตุ

โรคนี้สำคัญแม้จะไม่พบบ่อยก็ตาม เพราะอาการจะรุนแรงและรวดเร็วมาก โดยเชื้อจะเข้าทางผิวหนังที่สกปรก สำหรับทารกแรกเกิดเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลจากการตัดสายสะดือ เชื้อโรคมักอยู่ตามดินหรือของสกปรกประเภทอุจจาระม้า วัว หรือ อุจจาระสัตว์เลี้ยง ตามตะปูที่เป็นสนิม แผลตะปูตำ แผลลึกทำให้ออกซิเจนเข้ายาก เชื้อจะเจริญดีและเข้าทางสายสะดือของเด็กแรกเกิดได้ โดยเฉพาะถ้ามีการทำคลอดที่ไม่สะอาด

อาการ

ลักษณะเฉพาะเริ่มจากเกร็งที่ขากรรไกรทำให้ขากรรไกรแข็ง เกร็งที่หน้า ทำให้มีลักษณะแสยะปาก จากนั้นจะชักเกร็งที่คอ หลัง ท้องและขา โดยเด็กจะรู้สึกตัวดี ตลอดเวลา และระหว่างที่หยุดชัก กล้ามเนื้อจะเกร็งตลอดทำให้ดูไม่ออกว่าชักจากสาเหตุอื่นหรือเปล่า นอกจากนี้อาจมีภาวะอื่นแทรกด้วย คือ เลือดคลั่ง เลือดออกในระบบประสาท กล้ามเนื้อ ระยะฟักตัวก็มีตั้งแต่ 1 วัน ถึงหลายเดือน แต่เฉลี่ยแล้ว 3-21 วัน

เมื่อใดควรไปพบแพทย์

หากเด็กเกิดอาการชักต้องรีบพาไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะอาการชักของโรคบาดทะยักมีลักษณะคล้ายกับโรคอื่น กว่าจะหาสาเหตุของการชักได้ อาการอาจรุนแรงทำให้เกิดภาวะ การหายใจล้มเหลว ขาดออกซิเจนส่งผลให้เด็กตายได้

การป้องกัน

ปัจจุบัน โรคบาดทะยักนี้เราป้องกันตั้งแต่เด็กแรกเกิดเลย โดยให้วัคซีนป้องกันแก่หญิงมีครรภ์โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ รวมสองครั้ง ห่างกันอย่างน้อยครั้งละหนึ่งเดือน โดยเริ่มฉีดครั้งแรกในโอกาสแรกที่พบจะเป็นเดือนไหนก็ได้ แต่ครั้งที่สองฉีดให้ก่อนครบกำหนดคลอดหนึ่งเดือน เมื่อฉีดครบชุด ดังกล่าวแล้วจะป้องกันได้ถึง 10 ปี จึงจะฉีดกระตุ้นอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับเด็กจะเริ่มฉีดหลังอายุ 2-3 เดือน โดยฉีดให้อย่างน้อย 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 เดือน รวมไปกับวัคซีนคอตีบและไอกรน และกระตุ้นอีกหนึ่งครั้ง หลังฉีดครบชุดแล้ว 1-1 ปีครึ่ง

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no46-48/wer9.htm

โรคคางทูม

โรคคางทูม

สาเหตุ

โรคคางทูม เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย พาโรติด ที่บริเวณหน้าใบหู 2 ข้างของคาง

อาการ

บริเวณดังกล่าวโตบวมจนเห็นไดชัด ถ้าเป็นในเด็กโตจะมีอาการปวดหูและเจ็บลำคอในวันแรกด้วย ไข้จะต่ำในวันที่สอง พอวันที่สามไข้กลับสูง วันก่อนจะเป็นคางทูม เด็กจะรู้สึกไม่สบาย ส่วนมากจะบวมข้างเดียวก่อน ต่อมาอีกข้างถึงจะบวมตามแต่บางคนก็บวมข้างเดียวถ้าบวมน้อยๆจะหายในเวลา 3-4วัน แต่ถ้าเป็นมากกว่านี้จะยุบภายใน 10 วัน

ในเด็กหนุ่มหรือผู้ใหญ่ผู้ชาย เชื้อไวรัสของโรคนี้อาจจะไปอยู่บริเวณลูกอัณฑะได้ ทำให้เกิดอาการอักเสบและเจ็บมาก แถมกลายเป็นหมันด้วย

การป้องกัน

ฉีดวัคซีนให้ตั้งแต่ตัวเล็กๆเลย โดยสามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนโรคหัด ถ้าในบ้านมีเด็กที่เป็นคางทูม ผู้ชายในบ้านไม่ควรมาคลุกคลีกับเด็ก เพราะถ้าไม่เคยเป็นมาก่อนและติดโรค เกิดอาการอัเสบที่ลูกอัณฑะแล้วกลายเป็นหมันได้ เพราะโรคคางทูมในผู้ใหญ่รุนแรงมาก บางรายถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลกลายเป็นสมองอักเสบไป

ที่มา http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no46-48/wer8.htm